งานชิ้นที่ 2

posted on 25 Nov 2010 16:51 by phadihca

สิ่งที่ต้องมีในการเปิดร้านค้าออนไลน์
กลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับการเปิดร้านออนไลน์
1.สินค้าที่นำมาขายจะต้องมีความน่าสนใจ และมีจำนวนมากพอ เพื่อให้ลูกค้าที่เข้ามาเลือกชมหรือเลือกซื้อสินค้า ภายในร้านค้าของเรารู้สึกเห็นถึงความหลายหลายของสินค้า และอยากเข้ามาที่ร้านค้าของเราอีก
2.รายละเอียดสินค้าแต่ละอย่างจะต้องมีรายละเอียดที่ครบถ้วน ตรงตามความจริง ไม่มีสรรพคุณเกินจริง หรือเข้าข่ายหลอกลวง เป็นอันขาด
3.สินค้าแต่ละอย่างมีอยู่จริง ซึ่งจะต้องพร้อมส่งให้ลูกค้าได้ในทันทีที่ลูกค้าสั่งซื้อและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
4.เรื่องการออกแบบ ในการออกแบบหน้าเว็บไซต์นั้นจะต้องดูดี น่าเชื่อถือ น่าสนใจ หาสินค้าแต่ละอย่างได้ง่าย และมีลูกเล่นที่ดี
5.การประชาสัมพันธ์ร้านค้า จะต้องมีการประชาสัมพัธ์ที่ดี มีการส่งจดหมายข่าว(Newsletter) หรือโฆษณาผ่าน banner exchangeต่าง ๆ
สิ่งที่ควรมีสำหรับการเปิดร้านค้าออนไลน์
1.หน้าร้าน และพื้นที่ของร้าน ยิ่งกว้างยิ่งดี (Shop Showing)
2.ต้องมีตะกร้า เมื่อซื้อสินค้าและสามารถคำนวณเงินได้ ก่อนชำระเงินจริง (Shopping Cart)
3.มีอีเมล์ตอบรับ เมื่อมีผู้สนใจสั่งซื้อสินค้า ควรส่งให้ทั้งลูกค้า และเจ้าของร้านทราบ ว่ามีการสั่งซื้อสินค้า (E-Mail response)
4.สามารถรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต หลังจากเลือกซื้อสินค้าเรียบร้อยแล้ว (Credit Card Acception)
5.มีสถิติ และรายงาน เพื่อเห็นความก้าวหน้าของเว็บ (Statistic)
6.มีเทมเพลตให้เลือกใช้เยอะ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของร้านสามารถเลือกออกแบบหน้าร้านได้ง่ายขึ้น (Template)
7.มีการประชาสัมพันธ์ ร้านค้าของคุณ ซึ่งต้องตรงกลุ่มเป้าหมายและถึงกลุ่มลูกค้า (Advertising)


Gateway


 Gateway เป็นจุดต่อเชื่อมของเครือข่ายทำหน้าที่เป็นทางเข้าสู่ระบบเครือข่ายต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ต ในความหมายของ router ระบบเครือข่ายประกอบด้วย node ของ gateway และ node ของ host เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ในเครือข่าย และคอมพิวเตอร์ที่เครื่องแม่ข่ายมีฐานะเป็น node แบบ host ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการจราจรภายในเครือข่าย หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต คือ node แบบ gateway
 ในระบบเครือข่ายของหน่วยธุรกิจ เครื่องแม่ข่ายที่เป็น node แบบ gateway มักจะทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่ายแบบ proxy และเครื่องแม่ข่ายแบบ firewall นอกจากนี้ gateway ยังรวมถึง router และ switch


Firewall
 

Firewall เป็นกลุ่มของโปรแกรมที่สัมพันธ์กันซึ่งติดตั้งที่ gateway server ของเครือข่ายเพื่อป้องกันทรัพยากรของเครือข่ายส่วนตัว จากผู้ใช้ภายนอกเครือข่าย (คำนี้นัยยะของนโยบายความปลอดภัยที่ใช้ในโปรแกรม) ผู้ประกอบการที่ใช้ Intranet ซึ่งยินยอมให้พนักงานไปยังอินเตอร์เน็ตสามารถติดตั้ง firewall เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกในการเข้าถึงทรัพยากร และข้อมูลของเครือข่ายภายใน และควบคุมแหล่งทรัพยากรภายนอกสำหรับผู้ใช้ภายใน
 โดยพื้นฐานแล้ว firewall ทำงานใกล้ชิดกับโปรแกรม router เพื่อกรองแพ็คเกต ในเครือข่ายทั้งหมดเพื่อส่งต่อไปยังปลายทาง firewall สามารถรองรับหรือทำงานกับ proxy server 
 วิธีการคัดเลือกมีหลายวิธีใน firewall โดยมีวิธีพื้นฐานแบบหนึ่งคือคัดเลือกคำสั่งเพื่อทำให้มั่นใจว่ามาจาก domain name หรือ IP address ที่ยอมรับ สำหรับผู้ใช้ที่เคลื่อนที่ firewall ยินยอมให้เข้าถึงทางไกลมายังเครือข่ายส่วนตัวโดยให้ใช้การ logon เข้าสู่ระบบ
 มีผลิตภัณฑ์ด้าน firewall จำนวนมาก มีส่วนประกอบรวมถึงการ logon การรายงาน สัญญาณเตือนอัตโนมัติ เมื่อมีการล่วงล้ำ และการควบคุมแบบ GUI

Web server


 Web server (แม่ข่ายเว็บ) เป็นโปรแกรม ซึ่งใช้แบบจำลอง ลูกข่าย/แม่ข่าย (client/server) และ Hypertext Transfer Protocol (HTTP) ของ World Wide Web ที่ให้บริการไฟล์ที่เป็นรูปแบบเว็บเพจให้ผู้ใช้เว็บ (ซึ่งคอมพิวเตอร์เก็บลูกข่าย HTTP ที่ส่งต่อคำขอ) คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนอินเตอร์เน็ตที่เก็บเว็บไซต์ต้องมีโปรแกรมแม่ข่ายเว็บ แม่ข่ายนำตลาด 2 โปรแกรมคือ Apache ที่มีการติดตั้งเป็นแม่ข่ายเว็บอย่างกว้างขวาง และ Internet Information Server (IIS) ของ Microsoft แม่ข่ายเว็บอื่น รวมถึงแม่ข่ายเว็บของ Novell สำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Netware และตระกูลของแม่ข่าย Lotus Domino ของ IBM ส่วนใหญ่สำหรับลูกค้าของ OS/390 และ AS/400
 แม่ข่ายเว็บมักจะมาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจขนาดใหญ่ของอินเตอร์เน็ต และโปรแกรมที่เกี่ยวอินทราเน็ตสำหรับแม่ข่ายอีเมล์ คำขอดาวน์โหลดสำหรับ File Transfer Protocol (FTP) และการสร้างและเผยแพร่เว็บเพจ การพิจารณาเลือกแม่ข่ายเว็บ รวมถึงการทำได้ดีกับระบบปฏิบัติการและแม่ข่ายอื่น ความสามารถในการควบคุมโปรแกรมด้านแม่ข่าย คุณลักษณะความปลอดภัย การเผยแพร่ search engine และเครื่องมือสร้างไซต์ที่อาจจะมีมาด้วย


Switch


 ในโทรคมนาคม, switch เป็นอุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้เลือกเส้นทาง หรือวงจรสำหรับการส่งข้อมูล หรือปลายทางต่อไป switch (สวิท์ช) อาจจะรวมการทำงานของ router, อุปกรณ์หรือโปรแกรม ที่สามารถค้นหาเส้นทาง หรือกำหนดจุดบนเครือข่ายที่ติดต่อกัน เพื่อให้ส่งข้อมูลไป โดยทั่วไป สวิท์ช เป็นกลไกที่ง่าย และเร็วกว่า router ซึ่งต้องการความรู้เกี่ยวกับเครือ และวิธีการหาเส้นทาง
 ความสัมพันธ์แบบจำลอง Open System Interconnecting, สวิท์ช เกี่ยวข้องกับ Layer หรือ Data-Link Layer อย่างไรก็ตาม สวิท์ชรุ่นใหม่ สามารถทำงานต้นเส้นทาง ของเลเยอร์ หรือ Network Layer โดยบางครั้ง switch layer 3 ได้รับการเรียกว่า IP switches
 บนเครือข่ายขนาดใหญ่ การเดินทางจากสวิท์ชหนึ่งไปยังตัวอื่นในเครือข่ายเรียกว่า hop เวลาที่สวิท์ชใช้ ในการชี้ถึงการส่งหน่วยข้อมูลเรียกว่า latency ราคาที่จ่ายให้กับความยืดหยุ่น ของสวิท์ชที่ให้กับเครือข่าย คือ latency สวิท์ชที่พบใน backbone และ gateway ของเครือข่าย ที่เครือข่ายหนึ่งใช้ต่อเชื่อมกับเครือข่ายอื่น และระดับเครือข่ายย่อย สำหรับการส่งต่อใกล้กับปลายทาง หรือจุดเริ่มต้น อันแรกเรียกว่า core switches และอันดับหลังเรียกว่า desktop switches
 ในเครือข่ายพื้นฐาน สวิท์ช ไม่ต้องการข่าวสารในการส่ง หรือรับภายเครือข่าย ตัวอย่างเช่น เครือข่ายแบบ LAN อาจจะจัดโครงสร้างด้วย todenring หรือการจัดเรียงบัส ในแต่ละปลายทางตรวจแต่ข่าวสาร และอ่านข่าวสารด้วยตำแหน่ง
 circuit switching เวอร์ชัน packet switchingเส้นทางของเครือข่ายจะต้องใช้เฉพาะสำหรับภายในกลุ่ม 2 กลุ่มหรือมากกว่า และสวิท์ชสำหรับใช้กับกลุ่มอื่น ประเภทของ switching ที่รู้จักในชื่อ circuit switching และเป็นตัวแทนและเชื่อมต่อเส้นทางอย่างต่อเนื่อง สำหรับภายในกลุ่ม
 ปัจจุบัน การส่งข้อมูลส่วนใหญ่ใช้สัญญาณดิจิตอลผ่านเครือข่ายที่ใช้ packet switching การใช้ packet switching ผู้ใช้เครือข่ายทั้งหมดสามารถใช้เส้นทางร่วมกันในเวลาเดียวกัน และเส้นทางเฉพาะ ของหน่วยข้อมูลที่เดินทาง สามารถแปรผันตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนใน packet switching การส่ง message จะได้รับการแบ่งเป็น แพ็คเกต ซึ่งมีหน่วยเป็นไบต์ address ของเครือข่ายสำหรับผู้ส่ง และสำหรับปลายทาง ได้รับการเพิ่มอยู่ในแพ็คเกต แต่ละจุดของเครือข่ายจะดูที่แพ็คเกต เพื่อส่งต่อแพ็คเกตใน message เดียวกันอาจจะมีเส้นทางที่ต่างกัน และอาจจะไม่ไปถึงในลำดับเดียวกับ การส่งที่ปลายทาง แพ็คเกตใน message จะได้รับการรวมและประกอบใหญ่เป็น message เหมือนเดิม

wire
Optical fiber
 

optical fiber อ้างถึง ตัวกลาง หรือ เทคโนโลยีตรงกับการส่งของสารสนเทศ เป็นสัญญาณแสงผ่านแก้ว หรือสายพลาสติก หรือ fiber ความสามารถการนำพาสารสนเทศของ optical fiber มีมากกว่าสายทองแดงดั้งเดิม ไม่มีการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และต้องการส่งผ่านสัญญาณซ้ำ การส่งผ่านบนสาย optical fiber ต้องการ repeater ตามระยะห่างที่เหมาะสม และต้องการการป้องกันภายในเคเบิ้ลชั้นนอกมากกว่าทองแดง
 single mode fiber เป็นการสำหรับระยะไกล multi-mode fiber เป็นการใช้ในระยะที่ใกล้กว่า


Unshielded twisted pair (UTP)


 Unshielded twisted pair (UTP) เป็นสายโทรศัพท์แบบพื้นฐาน twisted pair เป็นสายทองแดงธรรมดาที่ต่อตามบ้าน คอมพิวเตอร์ของบริษัทไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์ การหุ้มฉนวนที่สายและพันเป็นเกลียว เพื่อลดการรบกวนและการเหนี่ยวนำระหว่างสาย สัญญาณแต่ละสัญญาณบนสาย twisted pair ต้องการสายทั้งสอง ในการติดตั้งโทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์แบบ multiple connections ต้องการสาย twisted pair ตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นภายในสายเดียวกัน
 twisted pair แต่ละ pair จะมีเฉพาะของตัว เมื่อเป็นแพ็คเกตแบบ multiple pair ถึงแม้ว่าสาย twisted pair จะได้รับการติดตั้งตามบ้าน แต่สาย twisted pair เกรดสูงจะใช้เป็นการวางสายในการติดตั้งระบบ LAN

 


Shielded Twisted Pairs (STP)


  สายบิดคู่ตีเกลียวแบบมีส่วนป้องกันสัญญาณรบกวน หรือ STP (Shielded Twisted Pairs) มีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือ ส่วนที่ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ซึ่งชั้นป้องกันนี้อาจเป็นแผ่นโลหะบาง ๆ หรือใยโลหะที่ถักเปียเป็นตาข่าย ซึ่งชี้นป้องกันนี้จะห่อหุ้มสายคู่บิดเกลียวทั้งหมด ซึ่งจุดประสงค์ของการเพิ่มขั้นห่อหุ้มนี้เพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น คลื่นวิทยุจากแหล่งต่าง ๆ


Coaxial cable 
 

coaxial cable เป็นสายเคเบิลทองแดงชนิดหนึ่งใช้โดยผู้ให้บริการ เคเบิลทีวี ระหว่างสถานีส่งกับผู้ใช้ตามบ้าน และธุรกิจ coaxial cable บางครั้งใช้โดยบริษัทโทรศัพท์จาก central office ไปยังตู้โทรศัพท์ใกล้ผู้ใช้ และมีการใช้อย่างกว้างขวาง สำหรับระบบเครือข่ายแบบ Ether net และเครือข่าย LAN อื่น ๆ
 coaxial cable ได้รับการเรียกว่า " Coaxial" เพราะภายใน 1 ช่องทางกายภาค มีการนำสัญญาณโดยรอบ (ต่อจากชั้นฉนวน) ด้วยช่องสัญญาณทางกายภาคที่ซ้ำซ้อน ซึ่งทั้งคู่ใช้ส่งสัญญาณตลอดแกนเดียวกัน ช่องสัญญาณชั้นนอกทำหน้าที่เป็นกราวด์ และสามารถนำสายสัญญาณหลายสัญญาณ ในตัวหุ้มเดียวกัน เมื่อใช้กับ repeater จะสามารถส่งสารสนเทศได้ไกลขึ้น
 coaxial cable ได้รับการประยุกต์ เมื่อปี 1929 และนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ในปี 1941 โดยบริษัท AT&T วางสายส่งด้วย coaxial cable ในสหรัฐฯ ในปี 1940 นอกจากนี้มีการใช้สาย twisted pair และ optical fiber ด้วยซึ่งขึ้นกับเทคโนโลยีการส่งผ่าน และปัจจัยอื่น ๆ

 อ้างอิง : http://blog.jaideehosting.com/2009/07/20/%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/

http://www.widebase.net/knowledge/knowledge_menu.php

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1122025

edit @ 25 Nov 2010 17:18:00 by 5206105309 Jongyut Sottipitna

edit @ 27 Nov 2010 02:29:53 by 5206105309 Jongyut Sottipitna

ระบบความปลอดภัย
  ระบบความปลอดภัยนับเป็นเรื่องที่โดดเด่นที่สุด และมีเทคโนโลยีความปลอดภัยคือ Public Key ซึ่งมีองค์กรรับรองความถูกต้องเรียกว่า CA (Certification Authority) ระบบนี้ใช้หลักคณิตศาสตร์คำนวณรหัสคุมข้อความจากผู้ส่งและผู้รับอย่างเฉพาะเจาะจงได้ จึงสามารถพิสูจน์ตัวตนของผู้รับผู้ส่ง (Authentication) รักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Confidentiality) ความถูกต้องไม่คลาดเคลื่อนของข้อมูล (Integrity) และผู้ส่งปฏิเสธความเป็นเจ้าของข้อมูลไม่ได้ (Non-repudiation) เรียกว่าลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature) 
  ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการมีกฎหมายรองรับการทำธุรกรรมบนเครือข่าย ประเทศในยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายรองรับการทำธุรกิจดังกล่าว สำหรับในประเทศไทยก็เร่งจัดการออกกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 ฉบับ โดยกฎหมาย 2 ฉบับแรกที่จะออกใช้ได้ก่อนคือ กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
 
 - Encryption เป็นการเข้ารหัสและถอดรหัสระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำกิจกรรมซื้อขายในเครือข่ายอินเทเอร์เนต หรือระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ เป็นระบบนี้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปบนอินเทอร์เนต
 - Authentication เป็นระบบตรวจสอบ ซึ่งจะตรวจสอบว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตตัวจริงให้เข้าถึงระบบและบริการในชั้นที่กำหนดให้โดยให้แจ้งข้อมูล  Password ของผู้ได้รับอนุญาต
 - Firewalls เป็นระบบที่ทำงานร่วมกันระหว่าง Hard และ Software โดย Firewallsจะวางอยู่ระหว่าง เครือข่ายภายในองค์กร (Local Network)และ เครือข่ายภายนอก (Internet) เพื่อป้องกันการบุกรุกจากจากบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาขโมยข้อมูลหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล (Hacker)โดยผ่านทางเครือข่ายภายนอก (Internet)
 - PKI System (Public Infrastructure) เป็นกลุ่มข้อ Security Servicesซึ่งปกติจัดให้โดย Certificate (CA), Authentication, Encryption และ Certificate Management ใช้เทคโนโลยีการเข้าและถอดรหัสโดยกุณแจสาธารณะ
 - การรักษาความลับของข้อมูล (Confidentiality) คือ การรักษาความลับของข้อมูลที่เก็บไว้ หรือส่งผ่านทางเครือข่ายโดยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นที่ไม่มีสิทธิ์ลักลอบดูได้ (เปรียบเทียบได้กับ การปิดผนึกซองจดหมาย การใช้ชองจดหมายที่ทึบแสง การเขียนหมึกที่มองไม่เห็น เป็นต้น)
 - การรักษาความถูกต้องของข้อมูล (Integrity) คือ การป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกแก้ใข โดยตรวจสอบไม่ได้ (เปรียบเทียบได้กับ การเขียนด้วยหมึกซึ่งถ้าถูกลบแล้วจะก่อให้เกิดรอยลบขึ้น การใช้โฮโลแกรมกำกับบนบัตรเครดิต เป็นต้น)
 - การป้องกันการปฎิเสธ หรือ อ้าง ความรับผิดชอบ (Non-repudiation) คือ การป้องกันการปฎิเสธว่าไม่ได้มีการส่ง หรือ รับข้อมูล จากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง หรือ การป้องกันการอ้างที่เป็นเท็จว่าได้ รับหรือ ส่งข้อมูล (เปรียบเทียบได้กับการส่งจดหมายลงทะเบียน เป็นต้น )

อ้างอิง :  

 

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก