งานชิ้นที่ 4
posted on 02 Feb 2011 15:20 by phadihca1. ระบบตะกร้าสินค้าบน Ecommerce
เป็นชื่อที่ใช้เรียกซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนรถเข็นสินค้าที่ลูกค้าใช้ระหว่างการเลือกสินค้าบนเว็บไซต์ คือเป็นตัวเก็บข้อมูลต่างๆของสินค้าทุกชิ้นที่ถูกเลือกไว้แล้ว เช่น รหัสสินค้า ราคา และจำนวนสินค้า ในขณะที่ลูกค้ากำลังเลือกสินค้าอื่นอยู่หรืออยู่ระหว่างรอชำระเงิน ระบบนี้จะเอื้ออำนวยให้ลูกค้าสามารถตรวจดูรายการสินค้า เพิ่มสินค้าใหม่ ย้ายสินค้าเดิมออก หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนสินค้าตามที่ต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบชำระเงิน
Hosting ( Hosting, Web Hosting) คือ การเช่าพื้นที่เว็บไซต์ หากคุณต้องการมีเว็บไซต์ ก่อนอื่นคุณต้องจดโดเมนเนมก่อน จากนั้นคุณต้องจ้างให้คนทำเว็บให้ แล้วจึงเช่า Hosting เพื่อเก็บเว็บไซต์ คุณสามารถเช่า Hosting พร้อมจดโดเมนเนมได้ (โดเมนเนมคือชื่อเว็บไซต์เช่น www.chaiyohosting.com เว็บไซต์ของ chaiyohosting ) หากคุณเช่า Hosting และ จดโดเมนเนมที่เดียวกัน คุณก็สามารถใช้เว็บไซต์ได้ทันที
สรุปแล้ว Hosting คือการให้บริการรับฝากเว็บไซต์ โดย ราคานั้นจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ หากคุณใช้พื้นที่ทำเว็บไซต์น้อย คุณก็เช่า Hosting
โดยเลือกพื้นที่ Hosting ไม่ต้องมากนักเป็นต้น หากคุณใช้อีเมล์ คุณก็ต้องเลือก Hosting ที่มาพร้อมกับอีเมล์

คลิ๊กปุ่ม Sign Up! หรือปุ่ม สมัคร ใช้บริการ สีฟ้า ๆ มุมล่างขวา และก็จะเจอหน้าจอแบบนี้ free ฟรี สมัคร

จะเห็นว่าภายในหน้านี้จะมีให้กรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป
Username : your_user_name //ให้กรอก user name ที่ต้องการเข้าไป
Password: xxxxxx //ให้กรอกพาสเวิร์ดที่ต้องการ
Email Address: yourmail@domain.com //กรอกเมล์ที่ใช้งานอยู่ประจำ
Site Category: เลือกประเภทของเว็บไซต์
[Personal/ส่วนตัว]
[Business/ธุรกิจ]
[Hobby/งานอดิเรก]
[Forum/เว็บบอร์ด]
[Adult/เว็บสำหรับผู้ใหญ่]
[Dating/เว็บสำหรับหาคู่]
[Software/Download/เว็บเกี่ยวกับซอฟต์แวร์และดาวน์โหลด]
Site Language: ภาษาของเว็บไซต์
[English/ภาษาอังกฤษ]
[Non-English/ภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อังกฤษ]
Security Code: ตรงส่วนนี้จะแสดงรหัสป้องกัน spam หรือโปรแกรมสมัครอัตโนมัติ
Enter Security Code: กรอกตัวเลขที่เห็นใน Security Code เข้าไป free ฟรี สมัคร
กดปุ่มลงทะเบียนได้เลย หากกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เว็บจะกระโดดไปหน้าถัดไปบอกว่าให้กลับไปดูที่ email เพื่อยืนยัน email ว่ามี email อยู่จริง

เมื่อกดลิงค์ที่ใช้สำหรับ confirm แล้ว ก็จะพบกับหน้าดังต่อไปนี้ โดยหน้านี้จะบอกรายละเอียดของ Host ที่เราสามารถใช้งานได้ทั้งหมด เนื้อที่เค้าให้ 350MB นะครับ ไม่ใช่ 250 MB อย่างที่โฆษณาไว้ ให้เซฟหน้านี้เก็บไว้ดูในภายหลังนะครับ ดูง่ายดี free ฟรี สมัคร
เมื่อดูจนพอใจแล้ว ก็คลิ๊กที่ปุ่ม Enter Control Panel เพื่อเข้าสู่แผงควบคุมหรือ Panel เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการสมัครแล้ว ง่ายนิดเดียวเองใช่มั้ยครับ
ลองย้อนกลับไปดูที่ email อีกครั้ง จะพบกับ email บอกรายละเอียดครั้งสุดท้าย จาก 000webhost จะมีรายละเอียด เหมือนกันกับหลังจาก ที่เรากด confirm email ครับ จัดเก็บ email นี้ไว้ใน folder ที่สำัคัญอีกก็ได้ครับ Back Up ไว้ เผื่อลืม free ฟรี สมัคร 
สำหรับท่านที่อ่านจบแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าเว็บไปลอง สมัคร ใช้งานก็กดลิงค์นี้เลย สมัคร ใช้บริการ
ฟังเหมือนง่าย แต่ยากที่จะทำ แต่เป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้คนเข้าเว็บไซต์ของเราได้เยอะที่สุดและดีที่สุด เพราะ 80% นั้นคนที่เข้าเว็บไซต์ของเรามาจาก Search Engine กันทั้งนั้น โดยการทำ เว็บไซต์ให้ Google รู้จักนั้น มีดังนี้
1.1 ใส่ Keyword ใน Title ของหน้าเว็บ
การใส่ keywords ใน title นี้จะช่วยทำให้ Search Engine ต่างๆ รู้ว่า เว็บเราทำเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีผลกับการทำ adsense ด้วยนะ เพราะโฆษณาที่ปรากฏนี้จะอ่านจาก title นี้เป็นสำคัญทีเดียวตัวอย่างการใช้งาน :[title] keyword หลัก , keyword รอง , keyword อื่นๆ [/title] เป็นต้น
1.2 การใส่ Key Word ที่ต้องการในส่วนด้านบนของเว็บไซต์และการเน้นด้วยตัวหนาใส่ keywords ที่เราต้องการให้ระบบของ google จับไปว่า เว็บไซต์ของเราทำเรื่องเกี่ยวกับอะไรนั้น ก็ควรใส่ keywords นั้นๆ เป็นตัวหนา เป็น head1 head2 ยิ่งดีนะ เพราะ พวก search Engine ที่เข้ามาเก็บข้อมูลนั้นจะได้เข้ามาได้ง่ายๆ และรู้ว่า ทั้งเว็บนี้คือเรื่องอะไรตัวอย่างการใช้งาน : [H1] Keyword [/h1] หรือ [H2] Keyword [/H2]
ตัวอย่างการใช้งาน : [BODY][B] Keyword [/B][/BODY]
1.3 หลีกเลี่ยงการออกแบบเว็บไซต์ด้วย Flash หรือรูปภาพเยอะ
ไม่มีตัวหนังสือการทำเว็บไซต์ด้วยการมี flash หรือรูปภาพล้วนๆ นั้น Search Engine ต่างๆ เมื่อเข้ามาถึงเว็บไซต์เราแล้ว จะอ่านไม่ออกนะ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการใช้ flash หรือรูปภาพ มีได้บ้างเล็กน้อย แต่อย่าทำทั้งเว็บ เพราะ Search engine มันอ่านได้แต่ตัวอักษรหรือ html ปกติเท่านั้น
1.4 หลีกเลี่ยงใช้ออกแบบเว็บไซต์ด้วยเฟรม
การใช้เฟรม ก็เป็นการออกแบบเว็บไซต์อีกแบบที่ Search Engine อ่านข้อมูลในเว็บไซต์เรา แล้วไม่เจอ ดังนั้น หลีกเลี่ยงการใช้นะ
1.5 ใช้ keyword ที่บริเวณ ลิงค์เชื่อมโยงมาตรฐาน (Standard Text Link)
คือการเชื่อมโยงในลักษณะ การใช้ Text link เป็นตัวเชื่อมโยง แล้วแทรก Keyword ผสมเข้าไปด้วยตัวอย่างการใช้งาน : [a href=http://www.basicstep.blogspot.com/] Keyword [/a]
1.6 ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และใส่คำอธิบายให้กับภาพการตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ และการใส่คำอธิบายให้กับภาพนั้น มีผลมากๆ กับการทำ AdSense เพราะระบบของ google จะวิ่งมาจับแม้กระทั่งชื่อรูปภาพที่เราใส่ลงไปด้วยนะ ว่าในเว็บเราเป็นเกี่ยวกับเรื่องอะไร เช่น เปิ้ลทำเรื่องดูดวง รูปภาพก็ควรเป็น horoscope-1.jpg เป็นต้น ไม่ใช่ ใช้ image1.jpg ค่ะ และเน้นย้ำรูปภาพด้วย keywords ซ้ำ ด้วย Alt ตัวอย่างการใช้งาน : [img src="images address" alt="Keyword"]
1.7 จด Domain name ด้วย Keyword
(Domain name register)การใช้ Keyword หลักของเว็บในการจด Domain name นั้นหากทำได้ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะระบบ AdSense จะมองที่ domain เป็นสำคัญตัวอย่างการใช้งาน :http://www.basicstep.blogspot.com/
1.8 เรียก Robot เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เราสามารถเรียก robot ของ google ให้เข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บไซต์เราได้โดย เข้าไปที่ http://www.google.com/addurl/เพื่อ add ชื่อเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ google เข้าไปเก็บข้อมูลและเนื้อหาของเราและใส่ เว็บไซต์ของเราลงไปในฐานข้อมูลของ google
1.9 แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ
อันนี้คงแทบไม่ต้องบอกกันเลยมั๊งค่ะ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง?? เพราะเป็นวิธีที่นิยมกันมามากแล้ว คือ ไปติดต่อกับเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อขอแลกลิงค์กับเว็บไซต์นั้นๆ เมื่อมีผู้เข้าชมที่เราแลกลิงค์ด้วย เขาก็อาจจะแวะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเช่นกัน ข้อควรระวัง : ควรแลกลิงค์กับเว็บไซต์ที่ถูกกฎหมายและศีลธรรมนะคะ คือไม่ควรแลกลิงค์กับเว็บไซต์ ลามก, อบายมุขทั้งหลาย เพราะเราอาจจะติดร่างแห เข้าร่วมวงดนตรี “google ban” ได้ง่ายๆ
1.10 ทำ Site Map ให้กับเว็บไซต์ของคุณ
การทำ Site Map นี้ จะช่วยให้ เมื่อระบบของ google วิ่งมาในเว็บไซต์เราแล้ว รู้ว่า ควรจะไปทางไหน เหมือนกับเป็นแผนที่นำทาง พา google ไปเยี่ยมชมเว็บไซต์เราให้ครบทุกจุด
2. การเพิ่ม link
การเพิ่ม link เป็นหลักสำคัญมากอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้มีคนรู้จักเว็บไซต์ของเรา โดยที่การเพิ่ม link มีอยู่ 2 แบบ คือ การแลกลิงค์ (Link Exchange) และ การทำ one way link การแลกลิงค์ (Link Exchange) ก็อย่างที่เราทราบๆ กันดีนะว่า ส่งไปขอให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา ส่ง link มาให้เรา และทางเว็บไซต์ของเราเองก็ส่ง link กลับไปให้ทางเว็บไซต์ของเขาด้วยเช่นกันส่วนการทำ one way link นั้น ถ้าแปลกันตรงๆ ก็คือ ทำ link ทางเดียว ด้วยการที่ ทำอย่างไรก็ได้ ให้เขาส่ง link ให้เรา แต่เราจะไม่ส่ง link กลับไปให้ทางเว็บไซต์นั้นๆ ที่ส่งมาให้ เช่น การที่เว็บของเรามีเนื้อหาที่ดี ก็จะมีบางเว็บไซต์นำ link ของเราไปติดที่เว็บไซต์ของเขา โดยที่เราไม่ต้องร้องขอค่ะ ซึ่ง link ที่ได้มานี้ จะทำให้เว็บเราได้รับคะแนนจาก google ดีขึ้น และช่วยในการทำ SEO เป็นอย่างดีทีเดียว
3. การทำ E-mail Ads
การทำ E-mail Ads นั้น ก็คือ การทำโฆษณาผ่านทาง e-mail นั่นเอง แต่ส่วนใหญ่เมล์ลักษณะนี้ เป็นลักษณะของการทำ spam mail ซะส่วนใหญ่ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ เท่าที่ควร ถ้าเราไม่ทำการ spam mail แล้วล่ะก็ การทำ e-mail ads นั้น ถือว่า เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ของเราที่ได้ผลดีที่สุดเลยทีเดียว ส่วนการทำ E-mail ads นั้น ก็สามารถเริ่มทำได้จากการที่ทำหน้า ให้รับ newsletter ที่หน้าเว็บไซต์ของเราเอง ข้อมูลของสมาชิกที่เข้ารับ newsletter จากเรานั้น ก็จะถูกเก็บเป็นฐานข้อมูล เพื่อใช้ในการโปรโมทเว็บไซต์ของเราในเว็บที่สร้างใหม่ได้เรื่อยๆ
4. การทำ signature
การทำ Signature นั้น เป็นลักษณะของการทำ One way link อีกแบบหนึ่งเช่นกัน เราสามารถทำ signature ได้ง่ายๆ ด้วยการทำ signature ใน e-mail ของเราเอง เพราะเมล์บางฉบับที่เรา fwd ต่อๆ กันไปนั้น อาจจะมีคนสนใจแล้วเขามาที่เว็บไซต์เราก็เป็นได้ หรือ อาจจะทำ signature ตาม web board ต่างๆ ที่มีกันอยู่อย่างมากมาย เมื่อเราโพสบ่อยๆ เข้า link ก็จะสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ ถือว่าการทำ signature นี้ เป็นการสร้าง link ให้กับเว็บไซต์ของเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ทำให้คนในเว็บบอร์ดนั้นๆ รู้จักและเข้าเว็บไซต์ของเรามากยิ่งขึ้น
5. การใช้สื่อ offline
อย่าลืม… สื่อ offline ทีเดียวนะ เพราะสื่อ offline ให้ผลทาง online ได้ดีทีเดียว โดยสื่อ offline ที่เป็นที่นิยมกันมากคือ การโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ แต่สื่อเหล่านี้ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ดังนั้น อาจจะทำในสื่อ offline แบบอื่นๆ เช่น ที่คั่นหนังสือ ทำสติกเกอร์ติดรถ หรือ ใส่เสื้อที่มีชื่อเว็บไซต์ของเราเอง เพราะให้หลายๆ คนมองเห็นและคุ้นตากับชื่อเว็บไซต์เราได้มากที่สุด
6. การลงโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ
การลงโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ อันได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ ต่างๆ พยายามพูดถึงเว็บไซต์ของเราบ่อยๆ จะทำให้ผู้ฟัง คุ้นหู คุ้นตาได้เป็นอย่างดี
7. อื่นๆ
การโฆษณาประเภทสุดท้ายนี้ คือ การทำอย่างไรก็ได้ให้คนอื่นรู้จักเว็บไซต์ของเรา ง่ายๆ เลย ก็คือ การบอกเล่า ปากต่อปาก ซึ่งวิธีการนี้ เป็นการโฆษณาเว็บไซต์ของ google ที่มีชื่อเสียงได้อย่างปัจจุบัน อย่าดูถูก… อิทธิพลของการบอกเล่า เชียวนะ…. รับรองว่า ได้ผลแน่ๆ
งานชิ้นที่ 3
posted on 02 Dec 2010 16:12 by phadihca1.อธิบายกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
1. พฤติกรรมก่อนการซื้อ
เป็นกระบวนการเริ่มต้นโดยมีแรงจูงใจ หรือถูกกระตุ้น
ให้เกิดความต้องการซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากตัวกระตุ้นภายในหรือภายนอก ตัวกระตุ้นภายในเกิด
จาก ผู้บริโภคเองมี ความต้องการและมองเห็นความจำเป็นของผลิตภัณฑ์ที่จะแก้ปัญหา หรือ
ตอบสนองให้กับตนเองส่วนตัวกระตุ้นภายนอก ได้แก่ความต้องการทางสังคมเศรษฐกิจและ
การเมือง สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นถึงระดับหนึ่งแล้วจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคมพฤติกรรม
ตอบสนองโดยอาศัยการเรียนรู้การแสวงหาข้อมูล และประสบการณ์ในอดีตดังนั้นผู้ประกอบการ
จะต้องใช้กลยุทธ์ ทางการตลาดหลายวิธี เช่น การใช้พนักงานขาย การโฆษณา การส่งเสริม
การขายการบรรจุภัณฑ์ เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการในผลิตภัณฑ์ เหล่านี้
2. การแสวงหาทางเลือก
เมื่อผู้บริโภคเกิดความต้องการในผลิตภัณฑ์ก็จะแสวงหาทางเลือกข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จึง
เป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด สำหรับผู้บริโภค การหาข้อมูลจะทำให้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของ
ผลิตภัณฑ์รูปลักษณ์วิธีการใช้ และประโยชน์ที่ได้รับจากการใช ้ผลิตภัณฑ์นั้นนอกจากนี้ความ
เชื่อถือที่ผู้บริโภคมีต่อผู้ขายยังเป็นส่วนประกอบของการตัดสินใจซื้อ ได้เป็นอย่างดีปริมาณข้อมูล
ที่ผู้บริโภคค้นหาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับความต้องการที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ใน
ระดับมากหรือน้อย เวลาในการเลือกซื้อสินค้า ผู้ประกอบการจะต้องจัดการเกี่ยวกับข้อมูลที่ผู้บริโภค
ต้องการ ซึ่งแหล่งข้อมูลที่ผู้บริโภคแสวงหามีอิทธิพลเกี่ยวข้อง กับพฤติกรรมการเลือกเช่นบุคคล
ในครอบครัวบุคคลใกล้ชิด เพื่อนบ้านสื่อมวลชนพนักงานขายสื่อโฆษณาบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เหล่านี้ มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
3. การประเมินผลทางเลือก
เมื่อผู้บริโภคได้รับและเข้าใจข้อมูลแล้วก็จะประเมินผลข้อมูลเหล่านั้นเพื่อพิจารณาทางเลือกใน
การตัดสินใจข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคคือ
3.1 ความสนใจในลักษณะผลิตภัณฑ์
เนื่องจากผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติหลายอย่างแต่ผู้บริโภคจะสนใจเฉพาะคุณสมบัติที่
ตนเองต้องการ เช่น การซื้ออาหารรับประทานจะต้องมีรสชาติกลมกล่อม มีปริมาณมากพอกับ
ความต้องการ และมีราคาเหมาะสมซึ่งลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสนใจจะเป็นข้อมูลที่
ใช้ในการประเมินผลทางเลือก
3.2 ความสำคัญของคุณสมบัติผลิตภัณฑ์
คุณสมบัติผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน เช่น การซื้ออาหารรับประทานผู้บริโภคบางคนให้ความสำคัญ
ที่รสชาติเป็นอันดับแรกบางคนให้ความสำคัญที่ปริมาณหรือให้ความสำคัญที่ราคาความสำคัญ
ของคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประเมินผลทางเลือก
3.3 ความเชื่อถือในตราสินค้า
ของผลิตภัณฑ์ความเชื่อถือของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้า
ที่ค้นเคยหรือรู้จัก ความเชื่อถือในตราสินค้าของผลิตภัณฑ์จึงเป็นข้อมูลในการประเมิน
ทางเลือกประการหนึ่งซึ่งมีวิธีการประเมินผลดังนี้
1) การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เด่นที่สุด โดยการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์
หลาย ๆ ชนิด แล้วคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด
2) การจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ ผู้บริโภคจะคัดเลือกผลิตภัณฑ์เป็น 2 กลุ่ม
คือกลุ่มที่ยอมรับและกลุ่มที่ไม่ยอมรับหลังจากนั้นจะคัดกลุ่มที่ไม่ยอมรับทิ้งส่วนกลุ่ม
ที่ยอมรับจะนำไปคัดเลือกอีกครั้งหนึ่ง
3) การกำหนดกฎเกณฑ์ ผู้บริโภคจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์
เกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ทางด้านคุณภาพปริมาณตราสินค้าและประโยชน์
ที่จะได้รับมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดหากมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง
ตามเกณฑ์ก็จะเลือกผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
4) การให้คะแนน โดยจัดลำดับความสำคัญของคุณสมบัติ
ของผลิตภัณฑ์แล้วให้คะแนนคุณสมบัติแต่ละด้านผลิตภัณฑ์ใดได้คะแนนรวมมาก
ที่สุดก็จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
5) การคาดคะเนมูลค่า โดยการกำหนดน้ำหนักความสำคัญ
ของคุณสมบัติผลิตภัณฑ์แต่ละด้านแล้วนำไปคูณกับคะแนนความเชื่อของผู้บริโภค
ที่มีต่อคุณสมบัติแต่ละด้านของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้ผลลัพธ์เป็นค่าทัศนคติของผู้บริโภค
ที่มีต่อตราสินค้าของผลิตภัณฑ์
จากวิธีการประเมินดังกล่าวผู้บริโภคแต่ละคนมีวิธีการประเมินความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ได้
หลายรูปแบบซึ่งมีผู้ประกอบการจะต้องนำผลการประเมินผลิตภัณฑ์ไปปรับปรุงให้ตรงกับความ
ต้องการและการเลือกซื้อของผู้บริโภค
4. การตัดสินใจซื้อ
หลังจากแสวงหาทางเลือกและประเมินผลทางเลือกแล้ว ผู้บริโภคจะต้องตัดสินใจว่าถ้าซื้อ
ผลิตภัณฑ์นั้นจะสนองความต้องการ และเกิดความพึงพอใจได้หรือไม่ก่อนการตัดสินใจ
ผู้บริโภคจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
4.1 ทัศนคติของบุคคลอื่น มีผลต่อผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคต้องการ
ซื้อทั้งทัศนคติด้านบวก และด้านลบทัศนคติ ด้านบวกจะมองเห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นมี
คุณภาพดีราคาถูก ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น หากเป็นทัศนคติด้านลบจะทำให้
มองเห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นราคาแพงคุณภาพไม่ดีทำให้ผู้บริโภคเกิดความลังเลต่อการตัดสินใจ
เช่นการซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นจะทำให้สวมใส่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ตามสมัยนิยมและ
มีราคาสูงผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยจะไม่ซื้อสินค้าเหล่านี้
4.2 สถานการณ์ที่คาดคะเนไว้ เป็นความตั้งใจซื้อที่รับอิทธิพล
จากระดับรายได้ขนาดของครอบครัวภาวะทางเศรษฐกิจการคาดคะเนต้นทุน
การคาดคะเนประโยชน์ที่จะได้รับเช่นพ่อบ้านจะซื้อเครื่องปรับอากาศใหม่เมื่อได้รับ
เงินเดือนหน้า หรือครอบครัวที่มีบุตรหลายคนต้องรับส่งไปโรงเรียนทุกวัน
ในปีการศึกษาหน้าบุตรต้องไปโรงเรียนก็จะซื้อรถยนต์เพื่อให้เกิดความปลอดภัย
4.3 สถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคะเนไว้ เป็นสถานการณ์ภายนอก
ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเช่นขณะที่ผู้บริโภค กำลังจะตัดสินใจซื้ออาจมีเหตุ
ให้ไม่พอใจพนักงานขายที่มีกิริยา ไม่สุภาพให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไม่ได้
หรือเกิดความกังวลเกี่ยวกับรายได้สถานการณ์เหล่านี้จะทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยน
การตัดสินใจในที่สุด
จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจซื้อของแต่ละบุคคลเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ผู้ประกอบการต้องพยายามจัดหาข้อมูล และหาเหตุผลตลอดจนสร้างกิจกรรมทาง
การตลาดที่สนับสนุนให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ให้ได้
5. การประเมินผลหลังการซื้อ
หลังจากการซื้อและทดลองใช้ผลิตภัณฑ์แล้วผู้บริโภคจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ
ในผลิตภัณฑ์นั้นผู้ประกอบการ จะต้องพยายามศึกษาและติดตามผลภายหลังการซื้อผลิตภัณฑ์
เพราะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการซื้อในครั้งต่อไป และมีอิทธิพลต่อการแนะนำบุคคลอื่นให้ซื้อ
ผลิตภัณฑ์แต่ถ้าผู้บริโภคไม่พึงพอใจหลังการซื้อผู้ประกอบการจะต้องค้นหาสาเหตุเพื่อจะนำมา
ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งสาเหตุของความไม่พึงพอใจของผู้บริโภคโดยทั่วไปได้แก่ความรู้สึกไม่แน่ใจ
หรือขาดความมั่นใจเพราะในขั้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคพบว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีทั้งข้อดีและ
ข้อเสีย เมื่อซื้อมาใช้แล้วยังคงมีความรู้สึกไม่แน่ใจ หรือขาดความมั่นใจอยู่ตลอดเวลาผู้บริโภค
บางคนเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีเพราะได้ยิน เกี่ยวกับความบกพร่อง ของผลิตภัณฑ์หรือรู้ข้อมูล
ภายหลังการซื้อว่าผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันจากร้านค้ามีราคาถูกว่าตลอดจนพบว่าผลิตภัณฑ์
ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะสื่อสารให้บุคคลที่คุ้นเคยได้รับรู้ซึ่งข้อมูล จะส่งผลต่อการขายดังนั้น
ผู้ประกอบการจึงต้องค้นหาสาเหตุแล้วรีบแก้ไขปรับปรุงเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค
โดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั้งด้านคุณภาพราคาการบรรจุภัณฑ์ และด้านการตลาด
2.ยกตัวอย่างของผู้บริโภคออนไลน์มา 5 ประเภท
1.ผู้บริโภคที่ท่องเว็บเป็นประจำแต่ไม่ซื้อ
2.ผู้บริโภคที่ชอบความสะดวกสบาย
3.ผู้บริโภคที่ชอบซื้อสินค้าในราคาที่ถูก
4.ผู้บริโภคที่มีเวลาส่วนตัวน้อย
5.ผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกันเทคโนโลยี(ทันสมัยนั่นเอง)
3.การเข้าสู่ตลาด E-commerce ขององค์กรทำได้อย่างไร
3.1. เลือกมืออาชีพ เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด การใช้มืออาชีพเฉพาะด้านก่อให้เกิดศักยภาพ และลดต้นทุนได้มากกว่าการจัดตั้งแผนกขึ้นในองค์กร เพียงแต่ต้องเลือก "มืออาชีพ" ที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง มีประสบการณ์เฉพาะด้านพร้อมสมบูรณ์ ไม่ใช่นำองค์กรของคุณมาเป็นหนูทดลองรายแรก หลักสำคัญในการเลือกมืออาชีพดูได้จากผลงานที่ผ่านมา ยิ่งมีประสบการณ์มาก โอกาสผิดพลาดย่อมน้อยลง
3.2. เลือกองค์ประกอบของ Website เป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกมืออาชีพเลย องค์ประกอบหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ แนวความคิดในการเข้าสู่ตลาด (Creative Idea) กลยุทธ์ในการทำธุรกิจบน Internet (E-Business Strategy) หลักและทิศทางในการออกแบบ (Art Direction) ความเข้าใจในเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware Knowledge) พื้นที่ที่ใช้จัดเก็บ Website (Web-Hosting) ความเข้าใจในเรื่องโดเมนเนม (Domain Name Knowledge) หรือชื่อ Website รวมถึงบุคลากรที่จะรองรับ E-Commerce ของคุณ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดคุณต้องการ 1 คนที่เป็นพนักงานของคุณแน่ ๆ แต่ถ้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายคงจะต้องเป็น "ตัวคุณ" เอง
3.3. กำหนดงบประมาณ คุณต้องกำหนดค่าใช้จ่ายในการจัดทำ Website และค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดเพื่อ Website อีกหนึ่งส่วน โดยทั่วไปการจัดทำ Website ประเภท E-Commerce มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำประมาณ 200,000 บาทขึ้นไป จนถึงระดับ 30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและประเภทธุรกิจ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการทำการตลาดเพื่อ Website นั้น แปรผันตามการลงทุนของคุณ ยิ่งคุณลงทุนในส่วนนี้มาก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมาก
4.เพราะเหตุใดราคาใน E-commerce ต่ำกว่าราคาตามท้องตลาด
1.แบ่งภาษีสำหรับการทำธุรกิจ
2.ถูกกว่าการพิมพ์โฆษณา
3.สร้างความสัมพันธ์ลูกค้ายาวนาน
4.ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือยี่ห้อ
5.รวบรวมความเห็นจากลูกค้า
6.การวิจัยการตลาดราคาถูกปฏิบัติ
7.ลดค่าใช้จ่ายเพิ่มประสิทธิภาพการเริ่มต้น :
8.ต่ำกว่าการเริ่มต้นในการทำกำไรเพิ่มต้นทุน
9.การขยายตัวหรือเพิ่มศักยภาพโอกาส
10.ตลาดโลกการเข้าถึง
11.ศักยภาพในตลาดสินค้าใด ๆ
12.ตารางเวลาที่ยืดหยุ่นหรือเพิ่มเติมส่วนบุคคล
13.ความสามารถในการรายได้หลายช่อง
14.ขั้นตอนการขายช่วยเพิ่มความคล่องตัวและข้อความโฆษณา
15.ช่วยส่งเสริม - and - Mortar ธุรกิจอิฐ
5.วัตถุประสงค์ของการทำวิจัยในตลาดธุรกิจ E-commerce คืออะไร
อีคอมเมิร์ซการวิจัยการตลาดบนอินเทอร์เน็ตครอบคลุมหลากหลายของข้อมูลที่รวบรวมเพื่อการวางแผนธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจหาแร่ อีคอมเมิร์ซการวิจัยพบออนไลน์ฟรีไม่เคยถูกต้อง แต่จะมีประโยชน์ในการติดตามความคิดเห็นโปรไฟล์และพฤติกรรมของลูกค้า จำนวนมากบริการอีคอมเมิร์ซ b2b ขนาดใหญ่ใช้การวิจัยเพื่อคาดการณ์แนวโน้มของผลิตภัณฑ์, เนื้อหาและผู้ซื้อบริการจะพบตลาดที่น่าสนใจที่สุดในอนาคตอันใกล้ ช้อปปิ้งซื้อระบบการวิจัยผลกระทบอย่างมากวิธีการบริการอีคอมเมิร์ซให้ความสำคัญกับตลาดของพวกเขาความสามารถด้านเทคนิค, ต้องการความสนใจและพฤติกรรม การวิจัยตลาดและยังช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นนักพัฒนาทำเว็บและธุรกิจคาดว่าจะมีแนวโน้มของอุตสาหกรรม การวิจัยเชิงคุณภาพอีคอมเมิร์ซคือวิธีการดึงดูดข้อมูลสินค้าอุปโภคบริโภคและการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ มันสามารถนำไปใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัยและกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น นี่คือวิธีการตัวต่อตัวเพื่อที่จะช่วยให้นักพัฒนาเพื่อให้ได้ส่วนบุคคลกับกลุ่มศึกษาที่ขุดลึกลงในประเด็นที่สำคัญ แม้ว่าข้อมูลนี้คือคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้จะไม่เสมอน่าเชื่อถือมากที่สุด มันมีแนวโน้มที่จะลำเอียงเนื่องจากลักษณะของว่าข้อมูลจะถูกดึง แต่ข้อมูลที่ลำเอียงไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่ไม่ดี สิ่งสำคัญคือการวิจัยสิ่งที่ทำให้ลำเอียงและวิธีการปรับปรุงในรถเข็นการจัดการข้อมูล การสนทนากลุ่มทำแผนข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อรวบรวมข้อมูลการบริการรถเข็นช้อปปิ้งที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่ตอบคำถามผู้ซื้อที่กำหนดเป้าหมายแทนการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเพื่อนและญาติ วิธีการในการรวบรวมความคิดเห็นของอีคอมเมิร์ซนี้เป็นประโยชน์, ผลที่ได้ทันทีซึ่งสามารถเข้าถึงได้และแสดงให้เห็นปัญหา / ข้อบกพร่องที่ทีมพัฒนาอีคอมเมิร์ซอาจจะมองข้าม กลุ่มคนเหล่านี้ถูกนำมาใช้ที่ดีที่สุดในช่วงแรกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรถเข็น e - business, เมื่อความคิดไม่ได้ตั้งค่าอย่างสมบูรณ์ในหิน ประกอบด้วยกลุ่มคนที่การศึกษาในหนึ่งห้องอภิปรายหัวข้อ e - business โครงสร้างกับผู้ดูแล มันเป็นภารกิจที่สำคัญเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสนทนา, การตอบสนองความคิดเห็นและความเข้าใจคุณจะได้รับดีกว่า คุณจะลงทุนจำนวนมหาศาลของทรัพยากรต่อการ ช้อปปิ้งอีคอมเมิร์ซแก้ปัญหารถเข็นของคุณ ในกระบวนการนี้มันง่ายต่อการสูญเสียไซต์ของรายละเอียด การทดสอบการใช้งานเป็นวิธีที่ดีที่จะรับข้อเสนอแนะ กลุ่มอภิปรายนี้ยังมีทรัพยากรที่ดี แต่ชนิดของการทดสอบนี้มีการกำหนดเป้าหมายและจะช่วยให้พวกเขาจริงคลิกผ่านส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ของคุณทุก ไม่ได้นำเครื่องทดสอบให้พวกเขาทำนาวิเกต เรียนรู้จากวิธีการต่อสู้ของลูกค้า ทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคที่เป็นอย่างไร ในกรณีที่เกิดปัญหาภายในโครงสร้างการนำทางร้านค้าออนไลน์ของคุณคืออะไร ในระหว่างขั้นตอนการทดสอบของรถเข็นของคุณมีความปลอดภัยคุณสามารถถามคำถามเพื่อให้ได้ผู้ใช้การตรวจสอบสิทธิ ในที่สุดวิธีแก้ปัญหาอีคอมเมิร์ซสมบูรณ์จะพูดให้ตัวเอง ไม่ให้ผู้ใช้ไปที่แผนที่เว็บไซต์หรือไม่ พวกเขาใช้ในการมองเห็นแถบนำทาง การวิจัยตลาดอีคอมเมิร์ซเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโปรแกรมอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จและหน้าร้านออนไลน์ พาณิชย์อินเทอร์เน็ตแบบธุรกิจที่ดีเยี่ยม เลือกโซลูชั่นเครือข่ายและเราจะช่วยให้คุณสร้างที่มีประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายร้านค้าออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ
6.บอกข้อแตกต่างของ Cookies Spyware และ Web Bugs
Spyware คือ โปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง (สปาย) การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ สปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดหน้าต่างโฆษณาบ่อย ๆ แต่บางตัวร้ายกว่านั้น คือ ทำให้คุณใช้อินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปเว็บไหน ก็จะโชว์หน้าต่างโฆษณา หรืออาจจะเป็นเว็บประเภทลามกอนาจาร พร้อมกับป๊อปอัพหน้าต่างเป็นสิบ ๆ หน้าต่าง
7.ระบุสินค้าในแต่ละระดับของตลาด
Mass Marketing
1.sunsilk
2.Nike
3.โอโม
4.ซิตร้า
Direct Marketing
1.Amway
2.Unicity
3.Giffarin
Niche Marketing
1.ผ้าอ้อมเด็ก
2.ตลาดกระดาษ มิวเซียมบอร์ด
3.เครือข่ายโทรศัพท์
4.ชุดชั้นใน
One to One Marketing
1.แหวน
2.ชุดแต่งงาน
3.รองเท้า
8.จากประสบการณ์การใช้อินเตอร์เน็ตของ นศ. ให้ยกตัวอย่างเว๊ปไซค์ที่ชื่นชอบหรือเข้าไปใช้บริการอยู่เสมอ และอธิบายเหตุผลที่เลือกใช้บริการจากเว๊บดังกล่าว
- เว๊บ http://niceoppai.net/ จริงๆแล้วเป็น เว๊บไซค์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปในเรื่องข่าวสาร แต่เน้นในเรื่องการให้ความบันเทิงมากกว่า เหตุที่ใช้บริการก็เพราะ เว๊บไซค์นี้เป็นเว๊บไซค์ที่ใช้อ่านการ์ตูนล่วงหน้า และบางทีก็มีการนำข่าวสารนอกเรื่องมาปะปนบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนมากจะเน้นไปทางเรื่องการ์ตูน และสิ่งบันเทิงมากกว่า
edit @ 2 Dec 2010 22:42:05 by 5206105309 Jongyut Sottipitna